'สมอ.' จุดอ่อนอุตสาหกรรมเหล็กไทย เตือน! โครงสร้างเสี่ยงพังเหตุมาตรฐานต่ำ

12 มกราคม 2569
'สมอ.' จุดอ่อนอุตสาหกรรมเหล็กไทย เตือน! โครงสร้างเสี่ยงพังเหตุมาตรฐานต่ำ

ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าการควบคุมคุณภาพเหล็กเส้นที่ปลายทางอย่างเดียวไม่เพียงพอ เสนอให้ควบคุมตั้งแต่กระบวนการผลิต โดยเฉพาะโรงงานที่ใช้เตาหลอมแบบ IF หากไม่มีการปรุงน้ำเหล็กที่ดีพอ จะทำให้เหล็กมีสารปนเปื้อนสูงและส่งผลเสียต่อความแข็งแรง

มีการวิพากษ์วิจารณ์ "เหล็กเส้นสัญลักษณ์ T" ว่ามีความแข็งไม่สม่ำเสมอ หากนำไปกลึงหรือเชื่อมผิดวิธีอาจสูญเสียความแข็งแรงถึง 60-70% และมีค่าการต้านทานแผ่นดินไหวต่ำกว่ามาตรฐานสากล ทำให้โครงสร้างเปราะและเสี่ยงพังถล่มได้ง่าย

มีข้อเสนอให้ยกระดับมาตรฐาน มอก. โดยเพิ่มการทดสอบความล้า สำหรับโครงสร้างที่รับแรงซ้ำๆ เช่น สะพาน และแบ่งเกรดการใช้งาน โดยบังคับให้โครงสร้างสำคัญอย่างตึกสูงและอาคารสาธารณะต้องใช้เหล็กคุณภาพสูงที่ผ่านกระบวนการผลิตที่ตรวจสอบได้เท่านั้น

กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) จัดสัมมนาในหัวข้อ “อุตสาหกรรมเหล็กและมาตรฐานเหล็กเส้น สำหรับงานก่อสร้างไทย : อดีต ปัจจุบัน อนาคต ที่สังคมต้องได้รับรู้” เมื่อวันที่ 8 ม.ค. 2569 เพื่อแลกปลี่ยน ความคิดเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิในงานวิชาชีพวิศวกรรม งานวิชาการ และงานอุตสาหกรรมการผลิตเหล็ก เพื่อการยกระดับมาตรฐานเหล็กเส้นของไทย อาทิ นายอมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย, นายพุทธิพงศ์ หะลีห์รัตนวัฒนา สำนักก่อสร้างสะพาน กรมทางหลวงชนบท

นายบัณฑูรย์ จุ้ยเจริญ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงสถานการณ์อุตสาหกรรมเหล็กไทยท่ามกลางมรสุมการค้าโลกว่า อุตสาหกรรมเหล็กกำลังเผชิญความท้าทายอย่างหนักจากภาวะกำลังการผลิตส่วนเกินของจีนและการกีดกันทางการค้าในหลายภูมิภาค พร้อมเร่งผลักดันผู้ประกอบการไทยใช้จุดแข็งด้านการผลิต "เหล็กคาร์บอนต่ำ" เพื่อสร้างโอกาสในตลาดพรีเมียมอย่างยุโรปและสหรัฐอเมริกา

วิกฤติเหล็กจีนทุ่มตลาดและกำแพงภาษีโลก

ปัจจัยสำคัญที่กระทบต่ออุตสาหกรรมในขณะนี้คือ กำลังการผลิตส่วนเกิน (Excess Capacity) ของประเทศจีน ซึ่งในปี 2568 ที่ผ่านมา มียอดการส่งออกสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 120 ล้านตัน โดยปริมาณเหล็กมหาศาลนี้บางส่วนเป็นการส่งออกในลักษณะ "ทุ่มตลาด" หรือพยายามหลบเลี่ยงมาตรการภาษี ในขณะที่ไทยนำเข้าเหล็กราว 11 ล้านตัน

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางวิกฤติยังมีโอกาสสำคัญสำหรับเหล็กไทย โดยจุดเด่นของการผลิตเหล็กในประเทศไทยคือการใช้ "เตาไฟฟ้า" (Electric Arc Furnace) ทั้งหมด ซึ่งทำให้มีอัตราการปล่อยคาร์บอนต่ำกว่ากระบวนการถลุงแบบเดิมที่ใช้แร่เหล็กและถ่านหินถึง 1 ใน 3

 

จุดแข็งนี้กลายเป็น "แต้มต่อ" ที่สำคัญในการรับมือกับมาตรการ CBAM ของยุโรปที่จะเริ่มจัดเก็บค่าธรรมเนียมจริงตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2569 โดยตั้งเป้าหมายมุ่งเจาะตลาดยุโรปและสหรัฐฯ โดยเฉพาะในกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ประเทศเหล่านั้นไม่ต้องการผลิตเองเนื่องจากมีผลผลิตต่ำหรือมีปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ ยังต้องเร่งการฟื้นตัวของกำลังผลิต โดยคาดว่าในปีนี้อัตราการใช้กำลังการผลิต (Capacity Utilization) ในประเทศจะขยับขึ้นมาเหนือระดับ 30% หลังจากที่เคยตกต่ำลงในปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ภาคเอกชนต้องการความสนับสนุนจากภาครัฐ โดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์ ในการบังคับใช้มาตรการทางการค้าที่เข้มงวดเพื่อสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขัน จนกว่าสถานการณ์เหล็กล้นตลาดโลกจะคลี่คลายลง เนื่องจากปัจจุบันยังคงพบการหลบเลี่ยงมาตรการทุ่มตลาดอย่างต่อเนื่อง

"ในวันที่ตลาดโลกเต็มไปด้วยกำแพงภาษีและความต้องการที่ผันผวน เหล็กไทยต้องปรับตัวจากการแข่งขันด้านราคา มาเป็นการแข่งด้วยคุณภาพและรักษ์โลก" นายบัณฑูรย์ กล่าว

ปฏิรูปมาตรฐานเพื่อความปลอดภัยสาธารณะ

จากการประชุมหารือของผู้เชี่ยวชาญด้านโลหะวิทยาและวิศวกรรมโครงสร้าง ได้มีการนำเสนอประเด็นสำคัญเกี่ยวกับ ข้อเสนอการแก้ไขมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ของเหล็กเส้น เพื่อยกระดับความปลอดภัยและป้องกันเหตุการณ์โครงสร้างพังถล่มที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในช่วงปีที่ผ่านมา โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้

  1. การควบคุมตั้งแต่ต้นน้ำ ปัญหาของกระบวนการผลิต (Process Control) โดยผู้เชี่ยวชาญระบุว่า การควบคุมคุณภาพที่ปลายทาง (Output Control) เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ เนื่องจากจำนวนตัวอย่างที่สุ่มตรวจมีน้อยและไม่สามารถครอบคลุมปัญหาเชิงลึกได้

ทั้งนี้ ข้อเสนอสำคัญ ให้มีการควบคุมที่กระบวนการผลิต (Input & Process Control) อย่างเข้มงวด โดยเฉพาะในกลุ่มโรงงานที่ใช้เตาหลอมแบบ IF (Induction Furnace) ปัจจุบันยังมี 11 โรงงานในไทย ซึ่งเดิมมาตรฐานปี 2559 เปิดกว้างให้ใช้ได้ แต่พบว่ากระบวนการนี้หากไม่มีการควบคุมวัตถุดิบและการปรุงน้ำเหล็ก (Refining) ที่ดีพอ จะทำให้เกิดสารฝังใน (Inclusion) เช่น ฟอสฟอรัสและกำมะถันสูง ซึ่งส่งผลเสียต่อความแข็งแรงของเหล็ก

อีกทั้ง ความแตกต่างของเทคโนโลยี ด้วยกระบวนการดั้งเดิม มีขั้นตอนการพ่นออกซิเจนและปรุงน้ำเหล็กในตัว ทำให้เหล็กมีความบริสุทธิ์สูงกว่า ในขณะที่กระบวนการ IF อาจมีการ "bypass" หรือข้ามขั้นตอนการปรุงน้ำเหล็กเพื่อลดต้นทุน

  1. ข้อพิพาทเรื่องเหล็ก T (Tempcore) กับความปลอดภัยทางโครงสร้าง ซึ่งประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักคือ "เหล็กเส้นสัญลักษณ์ T" ซึ่งผลิตโดยกระบวนการฉีดสเปรย์น้ำเพื่อให้ผิวหน้าแข็งแต่เนื้อในนิ่ม

โดยจุดอ่อนเชิงวิศวกรรมนั้น แม้จะมีราคาถูกกว่า แต่เหล็ก T มีความแข็งไม่สม่ำเสมอ หากนำไปกลึงเพื่อต่อเหล็ก (Coupler) หรือนำไปเชื่อมโดยไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ซับซ้อน (เช่น การอุ่นเหล็กก่อนเชื่อม) กำลังของเหล็กอาจหายไปถึง 60-70%

เหล็ก T มีอัตราส่วนแรงดึงต่ำไม่ผ่านเกณฑ์

ทั้งนี้ นายอมร ชี้ให้เห็นว่าเหล็ก T มีอัตราส่วนแรงดึงต่อแรงดึงต่ำเพียง 1.08 ซึ่งไม่ผ่านเกณฑ์การต้านทานแผ่นดินไหวตามมาตรฐานสากล (ที่ต้องการอย่างน้อย 1.25) การที่เหล็กมีแรงคล้าสูงเกินไปแต่มีช่วงห่างจากแรงดึงน้อย จะทำให้โครงสร้างเปราะและขาดได้ง่ายเมื่อเกิดการโยกตัว มีความเสี่ยงแผ่นดินไหว

  1. การเพิ่มมาตรฐานการทดสอบความล้า (Fatigue Test) นั้น นายพุทธิพงศ์ และผู้เชี่ยวชาญได้เสนอให้เพิ่มการทดสอบ Fatigue Test ใน มอก. โดยเฉพาะสำหรับโครงสร้างที่รับแรงซ้ำซ้อน เช่น สะพาน
  2. แนวทางการแบ่งเกรดการใช้งานตามความสำคัญของโครงสร้าง เนื่องจากข้อจำกัดด้านต้นทุนและการผลิต มีข้อเสนอให้แบ่งมาตรฐานเหล็กตามประเภทการก่อสร้าง อาทิ

โครงสร้างสำคัญ เช่น ตึกสูง สะพาน หรืออาคารสาธารณะ ต้องใช้เหล็กที่ผลิตจากกระบวนการที่ตรวจสอบได้แน่นอน (Non-T) และห้ามใช้กระบวนการ IF ที่ไม่ผ่านการปรุงน้ำเหล็ก

โครงสร้างทั่วไป สำหรับบ้านพักอาศัยขนาดเล็ก อาจอนุโลมให้ใช้เหล็กเกรดรองได้ภายใต้เงื่อนไขการควบคุมคุณภาพที่เหมาะสม

ร้องสมอ.ปรับปรุงมอก.กำกับธรรมาภิบาลผู้ผลิต

กลุ่มผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า "ความปลอดภัยไม่ควรถูกประนีประนอมด้วยต้นทุนที่ต่ำลง" โดยเรียกร้องให้ทาง สมอ. เร่งพิจารณาปรับปรุง มอก. ให้สอดคล้องกับหลักวิศวกรรมสากล และต้องไม่มองแค่ผลการทดสอบปลายทาง แต่ต้องกำกับดูแลไปถึง "ธรรมาภิบาลของผู้ผลิต" และกระบวนการผลิตทุกขั้นตอนเพื่อให้ประชาชนมั่นใจในความปลอดภัยของที่อยู่อาศัยในระยะยาว

การควบคุมคุณภาพเหล็กในปัจจุบันเปรียบเสมือนการตรวจวัดความดันคนไข้เพียงอย่างเดียวที่ปลายทางแล้วบอกว่าสุขภาพดี แต่ข้อเสนอใหม่ต้องการให้ตรวจไปถึงพฤติกรรมการกินและพันธุกรรม (กระบวนการผลิต) เพราะเหล็กบางประเภทอาจดูแข็งแรงดีตอนตรวจ (เหมือนคนดูแข็งแรง)

แต่หากมี "โรคแฝง" อย่างสารปนเปื้อนหรือโครงสร้างภายในที่ไม่สมบูรณ์ เมื่อเจอวิกฤติอย่างแผ่นดินไหวหรือการใช้งานหนัก (เหมือนการวิ่งมาราธอน) เหล็กนั้นอาจ "หัวใจล้มเหลว" หรือพังทลายลงทันทีโดยไม่มีสัญญาณเตือน


แหล่งที่มา : กรุงเทพธุรกิจ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

The information in the above report, publication and website has been obtained from sources believed to be reliable. However, Iron & Steel Institute of Thailand does not guarantee the accuracy, adequacy or completeness of the information. Any opinions or forecasts regarding future events may differ from actual events or results. In addition, Iron & Steel Institute of Thailand reserves the right to make changes and corrections to the information, including any opinions or forecasts, at any time without notice.